คะน้าทานไปแล้ว 4 รุ่น ใบแมงลักก้อเหมือนกัน ข้าวโพดนี่ปลูกแล้วเลิกปลูกแล้วค่ะแต่ก้อได้ทานนะ แม้จะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ปลูกอยู่หลายเดือนเหมือนกัน
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552
ฮอร์โมนไข่ ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร
ฮอร์โมนไข่ ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร
ไข่ จัดเป็นอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายต่อมนุษย์ นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อการปลูกพืชโดยเฉพาะการปลูกพืชนอกฤดูกาลกรมวิชาการเกษตร โดย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จึงได้คิดค้น และพัฒนาการนำไข่มาทำประโยชน์แก่พืชโดยนำมาผลิตเป็นฮอร์โมน หรือที่เรียกว่า “ ฮอร์โมนไข่ ” เพื่อช่วยในการเร่งดอก โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ต้นไม้ มักจะแตกใบอ่อน แต่ไม่ค่อยจะติดดอก ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตได้ ต้นทุนในการผลิตต่ำมากเพียง 25-30 บาท และยังไม่ทำให้เกิดสารพิษตกค้าง เพราะวัตถุดิบล้วนแต่มาจากธรรมชาติสูตรฮอร์โมนไข่1. ไข่ไก่สดทั้งเปลือกหรือไข่เป็ด ไข่นกกระทา หรือไข่หอยเชอรี่ จำนวน 5 กิโลกรัม2. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 5 กิโลกรัม3.ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ก้อน4 นมเปรี้ยว 1 ขวด (กล่อง) หรือใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ผลิตจากสับปะรด 200 ซีซีวิธีการทำ
1.นำไข่ทั้งฟองมาปั่นให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่น ถ้าไม่มีเครื่องปั่นให้ตอกไข่ออกจากเปลือกใส่ภาชนะ แล้วใช้ไม้ตีไข่ขาวไข่แดงให้เข้ากัน นำเปลือกไข่ใส่ครกตำให้ละเอียด จากนั้นตักใส่ลงไปในภาชนะที่มีไข่ขาวไข่แดงปนกันอยู่ เพื่อเพิ่มธาตุแคลเซียม(Ca)จากเปลือกไข่
2.นำกากน้ำตาล ผงแป้งข้าวหมาก และนมเปรี้ยวหรือหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือกระเพาะหมูซึ่งจะมีจุลินทรีย์มหัศจรรย์ ที่ชื่อว่า Lactobacillus sp.ผสมใส่ลงไปแล้วคนคลุกให้เข้ากัน
3. นำไปบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด โดยให้มีช่องว่างอากาศประมาณ 10 % ของภาชนะ เพื่อให้จุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนเจริญเติบโตไปด้วย ทิ้งไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี อย่าให้ถูกแสงแดดประมาณ 7 วันก็สามารถนำไปใช้ได้ วิธีการใช้
ให้ใช้ในอัตราส่วน 2-3 ช้อนกาแฟ(5- 10 ซีซี)/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น 7-10 วันต่อครั้ง
ถ้าใช้ในไม้ผลไม่ว่าจะ เป็นการปลูกในหรือนอกฤดูกาล จะต้องบำรุงต้นพืชให้สมบูรณ์ที่สุดก่อน แล้วค่อยเร่งการออกดอกด้วยฮอร์โมนไข่โดยเริ่มฉีดพ่นตั้งแต่ติดใบอ่อนรุ่นที่ 3 ประมาณ 30-45 วัน ไม้ ผลจะติดดอก 50-80 % ของทรงพุ่ม ต้องหยุดฉีดพ่นฮอร์โมนไข่ทันที ถ้าพ่นต่อไปจะทำให้ดอกร่วง เนื่องจากฮอร์โมนไข่สูตรนี้มีความเข้มข้นและความเค็มสูง
หากต้องการให้ดอกออกนอกฤดูต้องให้มีช่วงฝนทิ้งช่วง หรือทิ้งช่วงการให้น้ำ 14-21 วัน ต่อครั้ง แล้วฉีดพ่นด้วยฮอร์โมนไข่ 7-10 วันต่อครั้ง ไม้ผลก็จะออกดอก จากนั้นฉีดพ่นด้วยน้ำหมัก ชีวภาพสูตรฮอร์โมนผลไม้ต่อไปอีก 7-10 วันต่อครั้ง เพื่อบำรุงผลผลิตให้สมบูรณ์
การใช้ใน ข้าว พืชไร่ พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ ควรฉีดพ่นตั้งแต่พืชตั้งตัวได้จนถึงออกดอกเกิน 50 % จึงหยุดพ่น และไม่ควรใช้ฮอร์โมนไข่เร่งดอกในพืชผักกินใบ เช่น คะน้า ผักกาดขาว ผักกาด หอม เพราะพืชผักเหล่านี้จะออกดอก ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ และขายไม่ได้ราคา ตอบคำถามค่ะ
1.เป็นความรู้และภูมิปัญญา เพราะเป็นการนำอาหารที่มีอยู่ภายในบ้านมาคิดค้นและพัฒนาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
2.ถ้าหากประเทศไทยได้ใช้ ก็จะทำให้เกิประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำเพียง 25-30บาท ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีตามท้องตลาด และยังไม่มีสารตกค้างในผลผลิต3. เหมาะสมกับชาวบ้านมาก เพราะสามารถผลิตได้ง่าย มีต้นทุนถูก เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรที่จะต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีแพงๆในการเร่งผลผลิต
ไข่ จัดเป็นอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายต่อมนุษย์ นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อการปลูกพืชโดยเฉพาะการปลูกพืชนอกฤดูกาลกรมวิชาการเกษตร โดย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จึงได้คิดค้น และพัฒนาการนำไข่มาทำประโยชน์แก่พืชโดยนำมาผลิตเป็นฮอร์โมน หรือที่เรียกว่า “ ฮอร์โมนไข่ ” เพื่อช่วยในการเร่งดอก โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ต้นไม้ มักจะแตกใบอ่อน แต่ไม่ค่อยจะติดดอก ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตได้ ต้นทุนในการผลิตต่ำมากเพียง 25-30 บาท และยังไม่ทำให้เกิดสารพิษตกค้าง เพราะวัตถุดิบล้วนแต่มาจากธรรมชาติสูตรฮอร์โมนไข่1. ไข่ไก่สดทั้งเปลือกหรือไข่เป็ด ไข่นกกระทา หรือไข่หอยเชอรี่ จำนวน 5 กิโลกรัม2. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 5 กิโลกรัม3.ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ก้อน4 นมเปรี้ยว 1 ขวด (กล่อง) หรือใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ผลิตจากสับปะรด 200 ซีซีวิธีการทำ
1.นำไข่ทั้งฟองมาปั่นให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่น ถ้าไม่มีเครื่องปั่นให้ตอกไข่ออกจากเปลือกใส่ภาชนะ แล้วใช้ไม้ตีไข่ขาวไข่แดงให้เข้ากัน นำเปลือกไข่ใส่ครกตำให้ละเอียด จากนั้นตักใส่ลงไปในภาชนะที่มีไข่ขาวไข่แดงปนกันอยู่ เพื่อเพิ่มธาตุแคลเซียม(Ca)จากเปลือกไข่
2.นำกากน้ำตาล ผงแป้งข้าวหมาก และนมเปรี้ยวหรือหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือกระเพาะหมูซึ่งจะมีจุลินทรีย์มหัศจรรย์ ที่ชื่อว่า Lactobacillus sp.ผสมใส่ลงไปแล้วคนคลุกให้เข้ากัน
3. นำไปบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด โดยให้มีช่องว่างอากาศประมาณ 10 % ของภาชนะ เพื่อให้จุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนเจริญเติบโตไปด้วย ทิ้งไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี อย่าให้ถูกแสงแดดประมาณ 7 วันก็สามารถนำไปใช้ได้ วิธีการใช้
ให้ใช้ในอัตราส่วน 2-3 ช้อนกาแฟ(5- 10 ซีซี)/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น 7-10 วันต่อครั้ง
ถ้าใช้ในไม้ผลไม่ว่าจะ เป็นการปลูกในหรือนอกฤดูกาล จะต้องบำรุงต้นพืชให้สมบูรณ์ที่สุดก่อน แล้วค่อยเร่งการออกดอกด้วยฮอร์โมนไข่โดยเริ่มฉีดพ่นตั้งแต่ติดใบอ่อนรุ่นที่ 3 ประมาณ 30-45 วัน ไม้ ผลจะติดดอก 50-80 % ของทรงพุ่ม ต้องหยุดฉีดพ่นฮอร์โมนไข่ทันที ถ้าพ่นต่อไปจะทำให้ดอกร่วง เนื่องจากฮอร์โมนไข่สูตรนี้มีความเข้มข้นและความเค็มสูง
หากต้องการให้ดอกออกนอกฤดูต้องให้มีช่วงฝนทิ้งช่วง หรือทิ้งช่วงการให้น้ำ 14-21 วัน ต่อครั้ง แล้วฉีดพ่นด้วยฮอร์โมนไข่ 7-10 วันต่อครั้ง ไม้ผลก็จะออกดอก จากนั้นฉีดพ่นด้วยน้ำหมัก ชีวภาพสูตรฮอร์โมนผลไม้ต่อไปอีก 7-10 วันต่อครั้ง เพื่อบำรุงผลผลิตให้สมบูรณ์
การใช้ใน ข้าว พืชไร่ พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ ควรฉีดพ่นตั้งแต่พืชตั้งตัวได้จนถึงออกดอกเกิน 50 % จึงหยุดพ่น และไม่ควรใช้ฮอร์โมนไข่เร่งดอกในพืชผักกินใบ เช่น คะน้า ผักกาดขาว ผักกาด หอม เพราะพืชผักเหล่านี้จะออกดอก ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ และขายไม่ได้ราคา ตอบคำถามค่ะ
1.เป็นความรู้และภูมิปัญญา เพราะเป็นการนำอาหารที่มีอยู่ภายในบ้านมาคิดค้นและพัฒนาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
2.ถ้าหากประเทศไทยได้ใช้ ก็จะทำให้เกิประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำเพียง 25-30บาท ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีตามท้องตลาด และยังไม่มีสารตกค้างในผลผลิต3. เหมาะสมกับชาวบ้านมาก เพราะสามารถผลิตได้ง่าย มีต้นทุนถูก เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรที่จะต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีแพงๆในการเร่งผลผลิต
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552
ปลาดุกแผ่นปลาดุกแผ่น
เริ่มจากการคัดเลือกเอาปลาดุกสด น้ำหนักในแต่ละตัวไม่เกินครึ่งกิโลกรัม มาล้างด้วยน้ำเกลือจนหมดเมือก แล้วนำมาแล่เนื้อปลาส่วนหนังกับกระดูกให้แยกออกจากกัน จากนั้นนำเอาเนื้อปลาดุกที่แล่มาสับหรือบดให้ละเอียด แล้วนำมาคลุกกับเครื่องปรุง ประกอบด้วยยี่หร่า เม็ดผักชี พริกไทย ซีอิ๊วขาว และซอสปรุงรส หลังจากนั้นทำการคลุกเคล้าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำมารีดลงบนแผ่นพลาสติกใส โดยใช้ไม้หมุนรีดให้แบนและบาง แล้วนำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 1 แดด หลังจากที่ตากแห้งแล้วนำมาตัดเป็นแผ่นกว้าง ยาวพอประมาณ นำมาทอดในน้ำมันที่มีความร้อนขนาดปานกลางพอเหลืองน่ารับประทาน นำขึ้นจากกระทะแล้วทำการซับมันให้แห้ง แล้วนำมาบรรจุในกล่อง
หมั่นโถวโหระพา
เริ่มจากการทำตัวแป้งของหมั่นโถว ซึ่งมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ ส่วนสปองจ์ ส่วนผสมของสปองจ์ แป้งสาลี น้ำ ยีสต์ วิธีทำคือ ร่อนแป้งสาลี เติมยีสต์ใส่ลงในเครื่องตีค่อยๆ เทน้ำแล้วตีจนกระทั่งแป้งเนียน นำเอาออกมาพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนที่ 2 คือ ส่วนโด ส่วนผสมของโด แป้งสาลี ผงฟู น้ำตาลทราย น้ำ ไข่ไก่ เนยขาว เกลือ ใบโหระพาสับ โดยนำใบโหระพามาสับจนละเอียด วิธีทำ 1.เริ่มจากการร่นแป้งและผงฟูเข้าด้วยกัน เติมน้ำตาลทรายเกลือ ผสมเข้ากันในเครื่องตี ใส่ไข่ เติมโหระพาสับและน้ำ ผสมจนกระทั่งส่วนผสมเข้ากันดี 2.แบ่งส่วนผสมสปองจ์ ลงไปผสมให้เข้ากัน เติมเนยขาว นวดส่วนผสมจนกระทั่งแป้งเนียนได้ที่ หลังจากนั้นก็พักก้อนแป้งไว้ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ตัวแป้งขึ้นรูป เมื่อแป้งได้ที่แล้วก็นำก้อนแป้งมาตัดออกเป็นก้อน ก้อนละเท่าๆกัน 3. คลึงก้อนแป้งเป็นแผ่นรี แล้วม้วนวางบนกระดาษ พักจนก้อนแป้งได้ที่อีกครั้ง “เคล็ดลับในการทำให้แป้งหมั่นโถวเนียนนุ่ม คือ ระหว่างที่ม้วนแป้งจะต้องไม่มีน้ำหยดลงไปในตัวแป้ง และ ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการทำหมั่นโถวโหระพาคือการนำไปนึ่งไฟแรงประมาณ 15 นาที” ส่วนวิธีการทำซอสพริกแกงไทย ซอสพะแนงและซอสเขียวหวาน นั้นมีส่วนผสมดังนี้ พริกแกง น้ำมันพืช กะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ วิธีทำ 1.ใส่น้ำมันในกระทะ ตามด้วยพริกแกงผัดให้หอม ค่อยใส่กะทิผัดจนแตกมัน 2. ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ ชิมรสตามความชอบ ****ถ้าสงสัยเรื่องการทำก้อถามได้นะค่ะ***
ผักสวนครัว เรื่องง่ายๆ
ผักสวนครัว เรื่องง่ายๆ ที่คุณสามารถปลูกเองได้ ใช้พื้นที่น้อย ได้ประโยชน์ ปรุงอาหารได้อร่อย และยังได้ความภูมิใจอีกด้วยค่ะ มาลองปลูกผักสวนครัวกันดีกว่า คอนนี้ปลูกคะน้า เอาไว้ทานเองค่ะ ที่สวนแปลงเล็กหน้าบ้าน แต่ตอนนี้อากาศร้อนมากก คะน้าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ก็ได้เอาไปผัดคะน้า 4 รุ่นแล้วนะค่ะ อร่อย ปลอดสารพิษ แล้วก็กรอบหวานจากสวนของเราเองด้วย (แอบภูมิใจเล็กๆ) เพิ่งเริ่มปลูกกะหล่ำปลีค่ะ เพราะขอบทานแขนงผักกะหล่ำ เลยคิดว่าปลูกเองน่าจะดี แต่ไม่ค่อยสวย เท่าไหร่ เอาไว้สวยแล้วจะเอามาอวดนะค่ะ ที่ปลูกก้อไม่มีอะไรค่ะ เอาดินดีดี มาใส่ เอาปุ๋ยมาใส่ หมั่นพรวนดิน รดน้ำ เค้าก้อจะสวยงาม สดอร่อยเองค่ะ อ้อ ปลูก แมงลัก แล้วก้อมีมะเขือเทศด้วย พริก ดอก ดาวเรือง(เอาไว้บูชาพระ) มีมะนาวด้วยค่ะ ตอนนี้คาดว่า พริก มะเขือ อีกหน่อยคงจะได้ทานแล้วล่ะ แล้วจะเอารูปสวยๆมาฝากน่ะค่ะ
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551
การปลูกพืชผักสวนครัวในที่ทิ้งร้าง...
ในช่วงเศรษฐกิจดี เชื่อได้ว่าคงมีคนจำนวนไม้น้อยซื้อที่ดินเปล่าย่านชานเมืองหรือในจังหวัดที่คาดว่าจะมีการพัฒนาความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วไว้บ้าง ซึ่งที่ส่วนใหญ่มีขนาดประมาณ 1 ไร่ และหลายคนปล่อยให้ที่ดินเหล่านั้นรกร่างว่างเปล่าไม้ได้ทำประโยชน์อะไร รอเพียงให้เศรษฐกิจพลิกฟื่นจึงคอยขายต่อ หรือตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไรกับที่ดินผืนนั้นดี ขอแนะนำว่าทางที่ดีน่าจะหันมาปลูกผักบนที่ดิน ที่ท่านทิ้งร้างว่างเปล่า ทั้งนี้เพื่อใช้ประโยชน์ของที่ดินบ้างโดยเมื่อปลูกผักแล้วก็สามารถใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหรือมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นในวันเสาร์-อทิตย์ รวมทั้งในวันว่าง
ลักษณะผักที่ปลูกเน้นผักที่ทนทาน และไม้ต้องการการดูแลมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเน้นผักที่ฝากเทวดาเลี้ยงก็อยู่รอด ผักที่น่าจะเลือกปลูก ได้แก่ แค ขี้เหล็ก ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ข่า กระชาย ขมิ้น หรือหน่อไม้ประเภทหน่อไม้ไผ่ตง หรือไผ่รวกก็เข้าท่า ยิ่งถ้ามีการปลูกไม้ผลจำพวกกล้วย มะละกอ หรือมะม่วงทิ้งไว้ด้วยแล้ว ใต้ร่มเงาของต้นไม้เหล่านี้ใช้เป็นที่ปลูกผักสวนครัวประเภทคลุมดินได้เป็นอย่างดี เช่น กระเพรา โหระพา แมงลัก ย่านาง หรืออาจเลือกปลูกชะพลู พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ด้วยก็ได้ ซึ่งแต่ละอาทิตย์หรือวันว่างอาจต้องมาดูแลในเรื่องปราบวัชพืชบ้างเพื่อให้พืชผักสวนครัวเหล่านี้มีโอกาสเติบโตให้ผลผลิต ออกมาให้ชื่นใจได้บ้าง ดีกว่ามองเห็นแต่ที่ดินเปล่าๆ รวมทั้งการปลูกในลักษณะเป็นรั้วหรือแนวรั้ว เช่น กระถิง ชะอม ผักหวาน เป็นต้น หรือปลูกผักที่สามารถเจริญเติบโตได้บนค้างในลักษณะไม้เลื้อย เช่น ตำลึง บวบ ถั่วฝักยาว เป็นต้น เท่ากับว่ามีรั้วกินไดเข้ากับนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลในเวลานี้ทีเดียว
ในช่วงวันหยุดหรือวันว่างท่านอาจพาครอบครัวไปกางเต้นท์ หรือปูเสื่อ เลือกซื้อของสดของแห้งไปทำกับข้าวรับประทานกัน โดยหาเก็บผักที่ปลูกไว้มาเป็นเครื่องเคียง หรือเครื่องประกอบในการทำอาหาร รับรองว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสกับธรรมชาติที่น่าสนใจมาก ทั้งประหยัดเหมาะกับยุคเศรษฐกิจยามนี้ และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่านจะเห็นประโยชน์ของการปลูกผักในพื้นที่ที่ว่างเปล่าแต่ก่อนท่านไมารู้ว่าจะทำอย่างไรดี
แต่สิ่งที่ต้องทำใจสักหน่อย คือ อาจจะโดนขโมยผลผลิต ก็ถือว่าแบ่งกันกินดีกว่าปล่อยให้ที่รกร้างว่างเปล่า เพราะเท่ากับเป็นการปรับปรุงคุณภาพดิน ให้อุดมสมบูรณ์ด้วย และการปลูกพืชผักสวนครัว หรือไม้ผลนั้นก็ไม่ได้ลงทุนมากมายเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามถ้าบริเวณใกล้เคียงทำแบบเดียวกันก็คงไม่ต้องกลัวขโมย เพราะมีกินเหมือนๆกัน
ลักษณะผักที่ปลูกเน้นผักที่ทนทาน และไม้ต้องการการดูแลมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเน้นผักที่ฝากเทวดาเลี้ยงก็อยู่รอด ผักที่น่าจะเลือกปลูก ได้แก่ แค ขี้เหล็ก ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ข่า กระชาย ขมิ้น หรือหน่อไม้ประเภทหน่อไม้ไผ่ตง หรือไผ่รวกก็เข้าท่า ยิ่งถ้ามีการปลูกไม้ผลจำพวกกล้วย มะละกอ หรือมะม่วงทิ้งไว้ด้วยแล้ว ใต้ร่มเงาของต้นไม้เหล่านี้ใช้เป็นที่ปลูกผักสวนครัวประเภทคลุมดินได้เป็นอย่างดี เช่น กระเพรา โหระพา แมงลัก ย่านาง หรืออาจเลือกปลูกชะพลู พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ด้วยก็ได้ ซึ่งแต่ละอาทิตย์หรือวันว่างอาจต้องมาดูแลในเรื่องปราบวัชพืชบ้างเพื่อให้พืชผักสวนครัวเหล่านี้มีโอกาสเติบโตให้ผลผลิต ออกมาให้ชื่นใจได้บ้าง ดีกว่ามองเห็นแต่ที่ดินเปล่าๆ รวมทั้งการปลูกในลักษณะเป็นรั้วหรือแนวรั้ว เช่น กระถิง ชะอม ผักหวาน เป็นต้น หรือปลูกผักที่สามารถเจริญเติบโตได้บนค้างในลักษณะไม้เลื้อย เช่น ตำลึง บวบ ถั่วฝักยาว เป็นต้น เท่ากับว่ามีรั้วกินไดเข้ากับนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลในเวลานี้ทีเดียว
ในช่วงวันหยุดหรือวันว่างท่านอาจพาครอบครัวไปกางเต้นท์ หรือปูเสื่อ เลือกซื้อของสดของแห้งไปทำกับข้าวรับประทานกัน โดยหาเก็บผักที่ปลูกไว้มาเป็นเครื่องเคียง หรือเครื่องประกอบในการทำอาหาร รับรองว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสกับธรรมชาติที่น่าสนใจมาก ทั้งประหยัดเหมาะกับยุคเศรษฐกิจยามนี้ และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่านจะเห็นประโยชน์ของการปลูกผักในพื้นที่ที่ว่างเปล่าแต่ก่อนท่านไมารู้ว่าจะทำอย่างไรดี
แต่สิ่งที่ต้องทำใจสักหน่อย คือ อาจจะโดนขโมยผลผลิต ก็ถือว่าแบ่งกันกินดีกว่าปล่อยให้ที่รกร้างว่างเปล่า เพราะเท่ากับเป็นการปรับปรุงคุณภาพดิน ให้อุดมสมบูรณ์ด้วย และการปลูกพืชผักสวนครัว หรือไม้ผลนั้นก็ไม่ได้ลงทุนมากมายเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามถ้าบริเวณใกล้เคียงทำแบบเดียวกันก็คงไม่ต้องกลัวขโมย เพราะมีกินเหมือนๆกัน
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร
กระเจี๊ยบมอญ (Okra)Abelmoschus esculentus ( L.) MoenchMALVACEAEชื่ออื่น กระเจี๊ยบ มะเขือควาย มะเขือมอญ(กลาง) มะเขือพม่า มะเขือมื่น มะเขือมอญมะเขือละโว้ (เหนือ) ลักษณะทั่วไป ไม้ล้มลุกสูง 1-2 เมตร ลำต้นและใบมีขนหยาบลำต้นมีสีเขียวกลม เส้นผ่าศูนย์กล่างเฉลี่ย 1-3 เซนติเมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปมือ เป็นแฉกลึกกว้าง 7 - 26 เซนติเมตร ยาว 10-30 เซนติเมตร ดอก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชู อับเติดกันเป็นหลอด เป็นพืช ผสมตัวเอง มีทั้งเกษรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผล เป็นผลแคปซูล มีรูปร่างเรียวยาวเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ผลตั้งชูขึ้นมีสีเขียวอ่อน หรือเขียวแก่ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมล็ด สีดำ จำนวน 200 เมล็ด หนักประมาณ 10 กรัม->>
<<-การปลูกจำใช้เมล็ดพันธุ์ 500 กรัม/ไร่ พันธุ์พื้นเมืองจะมีต้นสูงใหญ่ มีผลที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ผลสีเขียวอ่อน ส่วนพันธุ์ลูกผสมเช่นพันธุ์ลักกี้ไฟน์ เบอร์ 473 และพันธุ์เซาท์ซี เบอร์ 474 จะมีความสม่ำเสมอผลสีเขียวเข้มติดผลบริเวณข้อ
ประโยชน์ และความสำคัญทางอาหาร ผลอ่อน ลวกนึ่งหรือเผาไฟ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือนำผลอ่อนมาแกงส้มเครื่องปรุง น้ำพริกแกงส้มมีดังนี้ พริก เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น กระเทียม หอม กะปิโขลกเครื่องปรุงน้ำพริกให้เข้ากัน ผัดน้ำพริกกับน้ำมันและเนื้อปลาให้สุกและหอมตักเอาปลาออก และเติมน้ำทิ้งไว้จนกระทั่งเดือด ใส่กระเจี๊ยบมอญจนกระทั่งสุก
ประโยชน์ทางสมุนไพรผลแห้งป่นชงรับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้งช่วยรักาาโรคกระเพาะ ผล มีสาร pectin และ mucilage ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร
กระดอมGymnopetalum cochinense Kurz.CUCURBITACEAE ชื่ออื่น ขี้กาดง (สระบุรี) มะนอยจา (เหนือ)ผักแคบป่า (น่าน)มะนอยหก มะนอยหกฟ้า(แม่ฮ่องสอน) เขียวขี้กาลักษณะทั่วไป พืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาไม้เลื้อยไปตามดิน เถามีขนาดเล็กเป็นร่องส่วนปลายจะมีมือเกาะเป็นเส้นกลมสีเขียวคล้ายลวดสปริง ยาว 14-25 เซนติเมตรออกตรงข้ามกับใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปร่างต่าง ๆ กัน เป็นรูปไตสามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือฉแก ขอบใบหยักเว้าเป็นฟันเลื่อย ใบกว้าง 5 -10เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร เส้นใบแยกจากโคนใบที่จุดเดียวกัน ฐานใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ มีขนแข็งปกคลุม สากมือทั้งด้านบนและด้านล่าง
ผลกระดอมสุก
-->> กลีบดอกยาว1.5 - 3.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 3 อันติดอยู่ที่ calyx-tube โดนที่อับเกสรตังผู้จะอยู่ติดกันเป็นแท่ง S-shapedดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยวมีลักษณะและจำนวนของกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้แต่มีก้านดอกสั้นกว่า เกสรตัวเมียมี 1 อัน รังไข่ติดกับฐานรองดอกคล้ายกระสวย มีหนามแหลมเป็นชนิดมีเนื้อนุ่มปกคลุม ยอดเกสรตัวเมียจะแยกเป็น 3 แฉก รังไข่มี 3 ห้อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก ผล รูปรีหัวท้ายแหลมเป็นชนิดมีเนื้ออ่อนนุ่ม ผลนาว 3 - 7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร มีสัน 10 สันผลอ่อนมีผิวสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้มปนแดงเนื้อภายในเต็ม ผิวสาก เมล็ด สีน้ำตาลรูปรียาว 6 มิลลิเมตร การขยายพันธุ์ โดยเมล็ดและเถาปักชำ
ดอกกระดอม
นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบบริเวณที่รกร้าง ทุ่งนาและทุ่งหญ้าทั่วไปประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ผลอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก เป็นผักแกงป่า เป็นผักแกงป่า และแกงคั่วโดยผ่าเอาเม็ดออก ทางสมุนไพร ผลรสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ ดีเดือด คลั่ง เพ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย ทำโลหิตให้เย็น ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก รักษามดลูกหลังอาการแท้งหรือคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ใช้ผลแห้ง 12-16ผล น้ำหนักประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำพอประมาณ เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3กรองน้ำดื่มเช้าเย็น จนกว่าจะหาย ผลแก่เป็นพิษ เมล็ด แก้ผิดสำแดง กินแก้ผลไม้เป็นพิษ รักษาโรคในการแท้งลูก ใช้ขับน้ำลายช่วยย่อยอาหาร ราก รสขม แก้ไข บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ดับพิษโลหิตรากแห้งบดผสมน้ำร้อนใช้ทางถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย ใบ น้ำคั้นใบใช้หยอดตา แก้อักเสบ แก้พิษของบาดทะยัก เถา บำรุงน้ำดี แก้ไข้ เจริญอาหารถอนพิษผิดสำแดง ดีฝ่อ ดีเดือด ดับพิษโลหิตทั้งห้า บำรุงธาตุ แก้ไขจับสั่นรักษมดลูกหลังจากการคลอดบุตร บำรุงน้ำนมฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัว เมื่อฉีดหรือป้อนสารสกัดผลแห้งด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1:1) ในขนาด10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เป็นพิษ
<<-การปลูกจำใช้เมล็ดพันธุ์ 500 กรัม/ไร่ พันธุ์พื้นเมืองจะมีต้นสูงใหญ่ มีผลที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ผลสีเขียวอ่อน ส่วนพันธุ์ลูกผสมเช่นพันธุ์ลักกี้ไฟน์ เบอร์ 473 และพันธุ์เซาท์ซี เบอร์ 474 จะมีความสม่ำเสมอผลสีเขียวเข้มติดผลบริเวณข้อ
ประโยชน์ และความสำคัญทางอาหาร ผลอ่อน ลวกนึ่งหรือเผาไฟ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือนำผลอ่อนมาแกงส้มเครื่องปรุง น้ำพริกแกงส้มมีดังนี้ พริก เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น กระเทียม หอม กะปิโขลกเครื่องปรุงน้ำพริกให้เข้ากัน ผัดน้ำพริกกับน้ำมันและเนื้อปลาให้สุกและหอมตักเอาปลาออก และเติมน้ำทิ้งไว้จนกระทั่งเดือด ใส่กระเจี๊ยบมอญจนกระทั่งสุก
ประโยชน์ทางสมุนไพรผลแห้งป่นชงรับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้งช่วยรักาาโรคกระเพาะ ผล มีสาร pectin และ mucilage ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร
กระดอมGymnopetalum cochinense Kurz.CUCURBITACEAE ชื่ออื่น ขี้กาดง (สระบุรี) มะนอยจา (เหนือ)ผักแคบป่า (น่าน)มะนอยหก มะนอยหกฟ้า(แม่ฮ่องสอน) เขียวขี้กาลักษณะทั่วไป พืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาไม้เลื้อยไปตามดิน เถามีขนาดเล็กเป็นร่องส่วนปลายจะมีมือเกาะเป็นเส้นกลมสีเขียวคล้ายลวดสปริง ยาว 14-25 เซนติเมตรออกตรงข้ามกับใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปร่างต่าง ๆ กัน เป็นรูปไตสามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือฉแก ขอบใบหยักเว้าเป็นฟันเลื่อย ใบกว้าง 5 -10เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร เส้นใบแยกจากโคนใบที่จุดเดียวกัน ฐานใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ มีขนแข็งปกคลุม สากมือทั้งด้านบนและด้านล่าง
ผลกระดอมสุก
-->> กลีบดอกยาว1.5 - 3.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 3 อันติดอยู่ที่ calyx-tube โดนที่อับเกสรตังผู้จะอยู่ติดกันเป็นแท่ง S-shapedดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยวมีลักษณะและจำนวนของกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้แต่มีก้านดอกสั้นกว่า เกสรตัวเมียมี 1 อัน รังไข่ติดกับฐานรองดอกคล้ายกระสวย มีหนามแหลมเป็นชนิดมีเนื้อนุ่มปกคลุม ยอดเกสรตัวเมียจะแยกเป็น 3 แฉก รังไข่มี 3 ห้อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก ผล รูปรีหัวท้ายแหลมเป็นชนิดมีเนื้ออ่อนนุ่ม ผลนาว 3 - 7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร มีสัน 10 สันผลอ่อนมีผิวสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้มปนแดงเนื้อภายในเต็ม ผิวสาก เมล็ด สีน้ำตาลรูปรียาว 6 มิลลิเมตร การขยายพันธุ์ โดยเมล็ดและเถาปักชำ
ดอกกระดอม
นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบบริเวณที่รกร้าง ทุ่งนาและทุ่งหญ้าทั่วไปประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ผลอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก เป็นผักแกงป่า เป็นผักแกงป่า และแกงคั่วโดยผ่าเอาเม็ดออก ทางสมุนไพร ผลรสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ ดีเดือด คลั่ง เพ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย ทำโลหิตให้เย็น ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก รักษามดลูกหลังอาการแท้งหรือคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ใช้ผลแห้ง 12-16ผล น้ำหนักประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำพอประมาณ เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3กรองน้ำดื่มเช้าเย็น จนกว่าจะหาย ผลแก่เป็นพิษ เมล็ด แก้ผิดสำแดง กินแก้ผลไม้เป็นพิษ รักษาโรคในการแท้งลูก ใช้ขับน้ำลายช่วยย่อยอาหาร ราก รสขม แก้ไข บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ดับพิษโลหิตรากแห้งบดผสมน้ำร้อนใช้ทางถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย ใบ น้ำคั้นใบใช้หยอดตา แก้อักเสบ แก้พิษของบาดทะยัก เถา บำรุงน้ำดี แก้ไข้ เจริญอาหารถอนพิษผิดสำแดง ดีฝ่อ ดีเดือด ดับพิษโลหิตทั้งห้า บำรุงธาตุ แก้ไขจับสั่นรักษมดลูกหลังจากการคลอดบุตร บำรุงน้ำนมฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัว เมื่อฉีดหรือป้อนสารสกัดผลแห้งด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1:1) ในขนาด10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เป็นพิษ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)